ล็อคอินเข้าสู่ระบบ



Powered by Core Design

โรค LD และ CP คือ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Tuesday, 06 October 2009 14:43
Article Index
โรค LD และ CP คือ
-2-
All Pages
 โรค LD  และ CP

 LD  ย่อมาจาก ( Learning Disabilities ) หมายถึงเด็กที่มีความผิดปกติในลักษณะ ที่หลากหลายที่ปรากฏ ให้เห็นเด่นชัดถึงความยากกลำบากในการฟัง การอ่าน การพูด  การเขียน  การให้เหตุผลและความสามารถทางคณิตศาสตร์ อาจรวมถึงความไม่เป็นระเบียบ ขาดทักษะทางสังคมบกร่องทางการรับรู้แต่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางด้านสายตา วามบกพร่องทางการได้ยิน ความบกพร่องทางกาน ความบกพร่องทางสติปัญญา แต่การด้อยโอกาสทางสังคม และ สิ่งแวดล้อม จะไม่จัดอยู่ในกลุ่มเด็ก (L.D)
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ส่วนใหญ่พบในชั้นประถมศึกาษา มักเป็นชายมากกว่าหญิง ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เคยสอบตกและเรียนซ้ำชั้น

 

ลักษณะทั่วไปของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มักมีปัญหาในด้านต่อไปนี้
1. ปัญหาในการเรียน เด็กมักมีปัญหา ในด้านการอ่าน การเขียน และ คณิตศาสตร์เด็กไม่สามารถแยกขนาดและรูปทรงได้ นับเลขไม่ได้ คำนวณผิด  ไม่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร ได้
2. ปัญหาทางภาษา เด็กมีปัญหาทางการอ่าน เด็กอาจอ่านข้ามบรรทัด อ่านเป็นคำไม่ได้อ่านโดยสลับตัวอักษร อ่านออกเสียงผิด อ่านหนังสือไม่ออก จำเรื่องที่อ่านไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่อองที่อ่าน
3. ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กมักจะจดจำสิ่งที่เคยได้ยิน ได้ฟังหรือเคยพบเห็นมาไม่ได้ ไม่รู้จักเวลา ไม่รู้จัก กว้าง แคบ หยาบ ละเอียด ซ้าย ขวา
4. ความผิดปกติในการเคลื่อนไหวเด็กอาจเคลื่อนไหวเกินกว่าปกติ มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อยู่ไม่นิ่งหรือมีการเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปกติ นิ่งอยู่กับที่ได้นาน ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
5. ปัญหาทางด้านอารมณ์และสังคม เด็กมี่ความวิตกกังวลสูงปรับตัวในทางถดถอย ต่อต้านสังคม หลีกเลี่ยงการงาน ทำงานช้า บางราอาจก้าวร้าวมีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อตนเอง คิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า
6. ปัญหาด้านความสนใจ เด็กมักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ มีช่วงความสนใจสั้น ขาดสมาธิ ไม่มีสมาธินานพอที่จะเรียนบทเรียนได้

สาเหตุความบกพร่องทางการเรียนรู้
1. ได้รับบาดเจ็บทางสมอง หรือ ได้รับบาดเจ็บก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด การบาดเจ็บนี้ทำให้ระบบประสาทส่วนกลาง ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่มีบางส่วนที่บกพร่องทำให้เด็กมีปัญหาด้านการรับรู้  ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของเด็ก
2. กรรมพันธุ์ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ บางคนอาจมีพี่น้องที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ อาจมีพ่อแม่ ญาติใกล้ชิด มีปัญหาทาง

 การเรียนรู้โยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีปัญหาในการอ่าน การเขียน และ เข้าใจภาษา
3. สิ่งแวดล้อม เด็กบางคนอาจได้รับสารบางอย่างจากสภาพมลพิษ การขาดสารอาหารในวัยทารกอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาด้านการเรียนรู้ได้

การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ที่มีปัญหาทางพฤติกรรมร่วมด้วยต้องการความช่วยเหลือจาก ครูผู้สอน หรือ ครูการศึกษาพิเศษ เพื่อให้พัฒนาทักษะทางด้านการเรียนรู้ พัฒนาทางด้านสังคมเพื่อให้สามารถร่วมเรียนกับคนอื่นได้ สามารถควบคุมตัวเองได้
เด็กทีมีปัญหาทางการเรียน บางคนอาจมีปัญหาทางด้านพฤติกรรม ควรได้รับการช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือบางคนอาจได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ ร่วมด้วย เพื่อปรับพฤติกรรม ใหม่ที่เหมะสมให้หมดไป เพื่อพฤติกรรมใหม่ให้เหมาะสมให้คงอยู่ตลอดไป
การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การได้รับการช่วยเหลือจากผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองอาจปฏิบัติได้ดังนี้
1. การช่วยเหลือทางด้านร่างกาย
 1.1  ช่วยให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
 1.2  กำหนดกิจวัตรประจำวันให้เด็กปฏิบัติ ตามขั้นตอนในลักษณะง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน
 1.3  ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหาร
 1.4  ให้เด็กรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์
 1.5  ส่งเสริมให้เด็ก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 1.6  ไปพบแพทย์ตามกำหนด
 1.7  แสดงความรักความอบอุ่นต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
2. การช่วยเหลือด้านจิตใจ
 2.1 ให้คำชมเมื่อเด็กทำงานสำเร็จ หรือ ได้แสดงความพยายามในการทำงาน
 2.2 อย่าเปรียบเทียบลูกของตนกับลูกของคนอื่น
 2.3 อย่าเทียบเด็ก เด็กที่มีปัญหา หรือ พี่น้อง
 2.4 แสดงความมั่นใจให้เด็กเห็นว่าเด็กจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำงาน
 2.5 ตั้งความหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
 2.6  ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
3. การช่วยเหลือด้านการเรียน
 3.1 หมั่นพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงเรียนในแต่ละวัน
 3.2 ฟังเด็กพูด ถ้าเด็กถามพยายามตอบคำถามให้มากที่สุด เป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากเรียน
 3.3 สอนให้เด็กรู้จักฟังผู้อื่น
 3.4 อ่านหนังสือให้เด็กฟังและให้เด็กอ่านให้พ่อแม่ฟัง
 3.5 สอนให้เด็กรักการอ่าน สอนให้เด็กอ่านเองบ้าง
 3.6 สอนให้เด็กทำการบ้านให้ครบ ช่วยเสนอแนะในการทำการบ้าน ถ้าเด็กทำไม่ได้
 3.7 อธิบายให้เด็กเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียน
 3.8 เล่นเกมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
 3.9 ให้เด็กจำข้อมูลที่สำคัญ เช่น ที่อยู่ โทรศัพท์ อาชีพของพ่อแม่ ชื่อโรงเรียน
 3.10 พาเด็กไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บ้าง เพราะนอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้วยังจะได้รับ   ความรู้รอบตัวกว้างขึ้นอีกด้วย 
 3.11 ไปพบครูของบุตรบ้าง อาจใช้วิธีพูดคุย สอบถามเวลาไปรับส่งที่โรงเรียนเพื่อจะได้ทราบปัญหา และพัฒนาการของบุตร



CP ย่อมาจาก (Cerebral Palsy) หมายถึง การพิการทางสมอง ซึ่งเด็กจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ การขยับแขนขา ลำตัวใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ เด็กที่เป็นโรคนี้มักมี ปัญหาในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อปัญหาการพูดคุยและการกินและอาจจะมีปัญหาในการควบคุมลมหายใจเพื่อเปล่งเสียง (เรียกกันว่า Dysarthria)  ในทางการแพทย์ จัดเด็กพิการ CP เป็นภาวะพิการทางสมองชนิดหนึ่ง เด็กพิการซีพี ส่วนใหญ่สติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณ 70-80% มีค่า IQ มากกว่า 70 บางรายมีการรับรู้ ความรู้สึกที่ผิดปกติด้วย

     เด็กพิการทางสมองซีพีคือเด็กที่ มีความเสียหายของเนื้อสมองเกิดขึ้นในช่วงอายุที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่และจะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติเพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้

     สาเหตุของโรค เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน/ระหว่าง /หลังคลอด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ แม่ที่มีความดันโลหิตสูงหรือเป็นโรคเบาหวานอาจเป็นปัญหากับทารกในครรภ์  นอกจากนี้ อาจเป็นปัญหาระหว่างคลอดที่เด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ  คลอดยาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน   เด็กคลอดก่อนกำหนด โดยปกตินั้นเด็กแรกเกิด เนื้อสมองจะยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัย ระยะเวลาประมาณ 6 ปีระบบประสาทส่วนต่างๆ จึงทำงานโดยสมบูรณ์ โดยในช่วง อายุ 2 ปีแรกนั้น ถือเป็นช่วงที่มีอัตราการเจริญที่รวดเร็วเกือบ 80%ของทั้งหมด

เด็กซีพี อาจจำแนกโดยลักษณะการเคลื่อนไหวได้ 4 ประเภท คือ

1. Spastic CP จะมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งแน่น ไม่สามารถหดตัวได้เหมือนกล้ามเนื้อปกติ มีลักษณะแข็งทื่อ 

2. Ataxic CP กล้ามเนื้อจะยืดหดอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ หากเด็กมีความเก็บกดทางอารมณ์ หรือเมื่อเวลาตื่นเต้น กล้ามเนื้อจะยิ่งผิดปกติมากขึ้น
3. Athetoid CP มีอาการกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน   ทำให้เด็กควบคุมสมดุลย์ไม่ได้ ทำให้โซเซและหกล้มได้ง่าย ประมาณ 1 ใน 4 ของเด็กที่เป็นซีพี จะมีอาการเป็น Atheloid CP
4. Mixed CP เป็นการผสมผสานลักษณะทั้งสามคือ เด็กคนเดียวอาจมีลักษณะที่กล่าวมาแล้ว โดยประมาณกันว่า 1 ใน 4 ของคนที่เป็น ซีพี จะมีลักษณะของการผสมผสานประเภทนี้

 แม้จะมีกลุ่มอาการของเด็ก  Cerebral palsy (C.P.) มากมายแต่ที่เราพอจะให้ความช่วยเหลือและรักษาได้คือ พวก spasticity เท่านั้นในการดูแลรักษาเราจะแบ่งเด็ก spastic cerebral palsy ออกเป็น

      1. Hemiplegia คือพวกที่มี   spasticity ของแขนและขาข้างใดข้างหนึ่งส่วนอีกข้างหนึ่งปกติ
      2. Double hemiplegia   คือ มีลักษณะของ hemiplegia ทั้ง 2 ข้างเพียงแต่ความรุนแรงของแต่ละข้างไม่เท่ากัน
      3. quadriplegia  หรือ total body involvement  พวกนี้มี  involvement ของทั้งแขนและขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน ส่วนใหญ่ของ cases  พวกนี้มักจะมี neck  หรือ  cranial nerve involvement   ด้วย  ปัจจุบันจึงนิยมที่จะเรียก total body  involvement  มากกว่า quadriplegia 
      4. Diplegia คือ involved มากเฉพาะที่ขาทั้ง 2 ข้าง ในขณะที่แขนทั้ง 2 ข้าง gross movement เกือบจะปกติมีเฉพาะส่วนของ fine movement เท่านั้นที่ถูก involved
      5. อื่น ๆ เช่น monoplegia, paraplegia, triplegia พบน้อยมาก โดยเฉพาะ paraplegia    ในกรณีนี้ควร rule out spinal cord lesion ออกก่อน ก่อนที่จะบอกว่าเป็น
Cerebral palsy ชนิด paraplegia

การรักษา แบ่งเป็นการรักษาด้านกระดูกและข้อ และการรักษาด้านอื่นๆ
1.ป้องกันความผิดรูปของข้อ ต่างๆ โดยใช้ วิธีทาง
- กายภาพบำบัด(Physical Therapy) จะช่วยให้เด็กซีพี เรียนรู้การเคลื่อนไหวและการปรับสมดุลย์ของร่างกายได้ดีขึ้น
- อรรถบำบัด (Speech and Language Therapy) เด็กๆ ที่เป็นซีพี จะได้ฝึกทักษะการสื่อสาร
2.ลดความเกร็ง โดยใช้ยา
- ยากิน กลุ่ม diazepam
- ยาฉีด เฉพาะที่ ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือกลุ่ม Botox
3.การผ่าตัด
- การผ่าตัดลดความตึงของกล้ามเนื้อโดยผ่าคลายเฉพาะกล้ามเนื้อที่ยึดตึง
- การย้ายเอ็น เพื่อสร้างความสมดุลของข้อ
- การผ่าตัดกระดูก ในรายที่กระดูกถูกดึงจนผิดรูปแล้ว
4. การให้การดูแลรวมถึงให้กำลังใจ โดยพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญ กับการพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็ก
5.การรักษาด้านอื่นๆ เช่น การผ่าตัดแก้ไขตาเหล่ น้ำลายยืด การใช้เครื่องช่วยฟัง ใช้ยาควบคุมการชัก รวมถึงปัญหาด้าน จิตเวช

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://kidshealth.org/, http://www.about-cerebral-palsy.org/, http://www.google.co.th/
http://www.healsymstem.virginia.edu/, http://www.hoytakpoolom.org/
และผดุง  อารยะวิญญู. การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ.  กรุงเทพฯ: แว่นแก้ว. 2542
หาจากเวป http://www.braille-cet.in.th/braille/braille-uploads/libs/CP%20คืออะไร_95e1.doc
http://www.geocities.com/thaipedortho/interesttopic/cp.htm
http://www.childrenhospital.go.th/main/topic/Pigan/Pigan_2.htm
http://www.md.chula.ac.th/ortho/student/book/pedia-p2.doc
Last Updated on Tuesday, 06 October 2009 16:13